วันจันทร์ ความทรงจำกับภาพถ่าย
ผมสูดอากาศเย็นๆนั่นเข้าปอดอย่างแรง
ผมกำลังหอบอยู่..
หลังจากการไล่กวดเจ้าเด็กน้อยที่เร่งพรวดๆนำทางผมขึ้นมา
จริงๆเขาอาจจะไม่ได้เร่งอะไรเลยก็ได้ อาจจะเป็นความเร็วปกติ
แต่ผมเองนี่แหละ ที่ต้องใช้แรงทั้งหมดในการไล่ตามให้ทัน
ทางที่ผ่านมาเป็นทางชันและมีน้ำตกไหลผ่าน
ทุกก้าวที่ผมเหยียบไปบนหินสีงาช้างที่ถูกน้ำไหลผ่านทุกวันจนมันปลาบ
ครั้งแรกที่ผมเหยียบลงไป ผมไม่มั่นใจเลยว่ามันจะลื่นหรือไม่
แต่เมื่อลองดูจริงๆมันกลับไม่ลื่นเลย ทำให้ผมเร่งความเร็วตามเด็กน้อยนั่นไปได้โดยไม่กังวล
แต่หินสีงาช้างที่โผล่พ้นดินสีแดงที่เป็นเหมือนขั้นบันไดอันเรียงไม่เป็นระเบียบนั่น บางทีก็อยู่ห่างกัน
บางทีก็อยู่ในที่ที่เหยียบลงไปยากเย็น บางครั้งเราก็เลือกก้าวผิด ดันไปก้าวเหยียบขั้นที่ไปต่อยากกว่า
ก็ต้องเปียกปอนตะกายมากขึ้นกว่าเดิม
นี่แหละชีวิต...ทุกๆก้าวสำคัญ แต่ก้าวผิดก็ยังมีทางเดินอื่นให้เลือก
หลายครั้งที่ผมเลือกที่จะก้าวให้สูงกว่าเดิม เพื่อประหยัดเวลา
แต่นอกจากเหนื่อยกว่าและลำบากกว่าแล้ว ผมก็ไมไ่ด้เร็วขึ้นเลย เพราะอุปสรรคทำให้ช้าลง
น้ำเย็นๆที่ไหลผ่านเท้าตลอดเวลา ทำให้ไม่ปวดเมื่อยเท้าที่เหยียบลงบนหินมากนัก
รวมถึงอากาศเย็นๆทำให้ไม่เหนื่อยมากจนเกินไป
ตลอดทางผมไม่มีเวลามองภาพข้างทางมากนัก
แต่ขณะที่ผมยืนหอบหายใจอยู่นี่ ผมได้มองมันอย่างชัดเจเสียที
น้ำไหลลงมาตามชั้นหินที่ลาดลงมาผ่านลานดอกไม้ป่า ที่ชูช่อดอกสีม่วงเหมือนจงใจจะอวดความงามอย่างภูมใจ
ผมมองย้อนขึ้นไป มีต้นไม้เล็กใหญ่หลายพันธุ์สลับกัน แสงที่ลอดผ่านแมกไม้เหล่านั้นทำให้เหมือนภาพในภาพยนตร์
ผมเสียดายที่ไม่ได้เอากล้องมาบันทึกภาพเหล่านั้นไว้
จึงได้แต่มองคนอื่นถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน
อีกฟากเป็นหน้าผาที่อยู่ข้างๆกับผาน้ำตกใหญ่ที่เห็นตอนอยู่ข้างล่าง
ละอองน้ำฟุ้งอยู่ในอากาศไปทั่ว
ลานตรงนั้นอยู่ตำแหน่งพอเหมาะและสวยงามน่าเก็บภาพมากทีเดียว
แต่ผมก็ได้แต่เก็บมันมาแค่ความทรงจำ
หลังจากเวลาผ่านไปหลายนาที
ผมไม่เสียใจที่ไมไ่ด้เอากล้องมาอีกต่อไป
บางครั้งเราเองก็ลืมจะชื่นชมมัน
เอาแต่อยากจะบันทึกมันเก็บเอาไว้
ถ้าผมเอากล้องขึ้นมาด้วย ผมเองก็คงตั้งหน้าตั้งตาหามุมที่สวยที่สุดเพื่อจะผลิตเป็นภาพน่าประทับใจ
แต่ผมเอากลิ่น เสียง และอากาศเย็นๆนี่บรรจุลงไปด้วยไมไ่ด้
ผมอาจจะกลับไปโดยถ่ายรูปเสียจนคุ้ม
แต่ผมจะไมไ่ด้ยืนนิ่งๆ ดูวิธีที่น้ำไหลผ่าน กลิ่นของดิน
และเสียงใบไม้ที่พยายามเสียดสีกันเพื่อแย่งซีนจากเจ้าน้ำตกดาราใหญ่
ก้อนหินก้อนหนึ่ง น้ำใส ต้นไม้ที่ไมไ่ด้งดงามพิเศษอะไร
ทำไมธรรมชาติถึงงดงาม
ทั้งที่มันไม่ได้มีความสมบูรณ์ มันอาจจะไมไ่ด้สร้างมาจากการคำนวนด้วย Golden section
เปลือกไม้ที่ขรุขระ กับแสงแดด ทำไมเราถึงรู้สึกว่ามันสวยงาม
ต้นไม้ต้นหนึ่งที่แห้งตายไปครึ่งต้น หักลงมาครึ่งหนึ่ง กิ่งของมันหักคาพาดขวางอยู่กลางดงไม้อื่น
เราไม่รู้สึกเลยว่ามันแปลกแยกและขัดตา
หากมันเกิดขึ้นในสวนสวย เราคงตำหนิมันในความไม่งามพร้อม
แต่เมื่อมันอยู่ในธรรมชาติ มันก็คือส่วนประกอบที่ลงตัวด้วยตัวของมันเอง
ผมออกเดินขึ้นไปอีกครั้ง เพราะมองเห็นกลุ่มเด็กน้อยที่นำทาง ยืนรออยู่เพื่อจะเดินขึ้นไปที่ตาน้ำ
ผมออกเดินตามไปในทันที เพราะผมไม่ต้องห่วงที่จะเก็บภาพในทุกมุมมองที่สวยงาม
ทุกสิ่งทุกอย่างและความประทับใจ ผมจดจำไว้ได้หมดแล้ว
แต่บางครั้ง ภาพอันรางเลือนก็ทำให้ความประทับใจสวยงามไปอีกแบบ
ตาน้ำ เป็นที่ที่ผมไม่ประทับใจมากนัก อาจจะเพราะเคยเห็นมาบ้างแล้ว
เขาว่ากันว่าน้ำจากตาน้ำตรงนี้จะใสสะอาดและบริสุทธิ์ที่สุด
ผมเคยมีความคิดพิเรนทร์ๆ ที่อยากจะฉี่ลงไปเพื่อความสะใจ
แต่ผมไม่เคยอยากจะทำจริงๆเลย
มันไมไ่ด้อะไรนอกจากความสะใจ
การตบหน้าคนแล้วขอโทษ ไม่อาจทำให้คนที่ถูกตบหายโกรธได้
การกระทำอันล่วงเกินโดยตั้งใจ การยกมือไหว้ขอขมาก็ไม่ต่างอะไรกันนัก
หากเราเลี่ยงได้ที่จะไม่ล่วงเกินก็จะดีกว่า
น้ำตรงนั้นจะไหลลงไปข้างล่าง ตรงที่เราและชาวบ้านใช้ดื่มกิน
หากเราไปทำสกปรกเสียต้นน้ำ ชาวบ้านจะดื่มกินอะไร
อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แค่ฉี่ของผมคนเดียว
แต่ถ้าถามถึงความจำเป็นผมเองก็ไม่จำเป็นจะต้องฉี่ลงไปตรงนั้นเลย จริงไหม
ขากลับผมเดินทางเร็วกว่า และเหนื่อยน้อยกว่า แต่กลับต้องระมัดระวังมากกว่า
เพราะบันไดธรรมชาติตื้นๆนั่น ยามลงเหยียบได้ยากกว่า ถ้าพลาดหมายถึงหน้าทิ่มลงไปทันที
บางครั้งผมต้องเอาก้นลงนั่งถัดลงไปเพื่อความปลอดภัย
และอยากจะนั่งให้สายน้ำไหลผ่านอยู่ตรงนั้นนานๆ
แต่เด็กน้อยที่นำทางไม่รอผม ผมจึงต้อรีบตามไป
เมื่อถึงทางด้านล่างที่เพื่อนๆ ที่ไม่ได้ขึ้นไปด้วยรออยู่
ผมต้องเดินข้ามสายน้ำเชี่ยวกลับไปอีกครั้ง
ขามาผมค่อนข้างทุลักทุเล เด็กน้อยที่แข็งแกร่งกว่าขนาดตัวมากต้องยื่นมือให้ผมจับเพื่อเดินข้ามไป
น้องคนนึงบอกว่า ให้เหยียบลงไปให้มั่นคงก่อนค่อยก้าวขา ไม่ต้องมองลงไป
ผมจึงย่างเท้าออกไปเหยียบก้อนหินที่มั่งคงใต้น้ำ โดยไม่ได้ใช้ตามอง
ผมใช้สัมผัสจากผ่าเท้า เลือกก้อนหินที่มั่งคงแล้วเดินออกไปทีละก้าวทีละก้าว
สายน้ำที่เชี่ยวกรากก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
ติดแต่เจ้ารองเท้าแตะของผมนี่แหละ
ที่เหมือนเป็นอุปสรรค ยามยกเท้าขึ้นรองเท้าแตะก็จะถูกพัดจนพลิกต้านกระแสน้ำ
ทำให้เท้าไหลตามไปด้วย ต้องใช้กำลังเพิ่มขึ้นเพื่อวางเท้าลงให้มั่นคงก่อนทุกครั้งไป
แต่ด้วยวิธีนั้น ผมก็เดินข้ามมาได้อย่างไม่ยากเย็น
พวกเราใช้เวลาพักอยู่หน้าน้ำตกใหญ่อีกสักพัก เพราะต้องรวบรวมกำลังที่จะเดินทางกลับ
ผมจึงได้นั่งนิ่งๆบนก้อนใหญ่เพื่อเอาแรงอีกครั้ง
ก่อนจะมาถึงน้ำตกนี่เราต้องฝ่าความยากลำบากกว่าจะมาถึงกันพอสมควร
แต่ถ้าถามว่าคุ้มมั้ยพวกเราทุกคนคงตอบอย่างมั่นใจว่าคุ้มมาก
แต่ทุกๆคนคงไม่อยากคิดถึงตอนเดินทางกลับเอาเสียเลย
น้ำตกใหญ่ที่นี่มีชื่อว่าอะไรผมเองก็จำไมไ่ด้ในตอนนั้น กลับมาดูในกำหนดการจึงรู้ว่ามันชื่อ น้ำตกแม่เกิบ
แต่พวกเราหลายคนเรียกน้ำตกแม่ฮองตามชื่อหมู่บ้าน

ผมไมไ่ด้ถ่ายรูปมาจึงขโมยรุปน้าโต้งมาให้ชมกัน
เมื่อถึงเวลาเดินกลับเราลำบากมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเราต้องเปียกปอนข้ามน้ำมาก่อน
มีอยู่จุดหนึ่งที่พวกเราต้องเกาะเชือกเพื่อข้ามน้ำที่สูงระดับคอของสาวๆ
สำหรับผมก้ประมาณเกือบๆอก
ขามาค่อนข้างจะทุกลักทุเลกว่านิดหนึ่ง แต่เมื่อมีประสบการณืแล้วขากลับแม้น้ำจะเชี่ยวกว่าก็ไม่ยากเย็นนักสำหรับสาวๆ
แต่ตอนเดินเลาะไปตามทางดินแคบๆผ่านป่าละเมาะเตี้ยๆ ที่ตอยขามาแทบไม่มีปัญหาอะไรนี่สิ
ตอนนี้กลับเป็นปัญหาสำหรับคนใส่รองเท้าแตะ เพราะน้ำบวกกับดินทำให้ลื่นมาก
ไม่ใช่ลื่นเพราะพื้นรองเท้าไม่เกาะดินนะ
ลื่นเพราะดินกับน้ำผสมกันที่ตรงเท้าสัมผัสกับพื้นรองเท้า
ทำให้ลื่นแพร่ดๆ เดินลำบากมาก ข้างทางลงไปก็เป็นทางชันลงไป
ขืนเดินลื่นพลาดได้กลิ้งลงไปเจ็บตัวแน่ๆ
เมื่อผ่านตรงช่วงนั้นมาได้ก็ต้องผ่านเนินอีกสองเนิน
เนินแล้ว..เนินเล่าอีกเช่นเคย
ยิ่งคนที่เดินขึ้นไปตาน้ำมาด้วยอย่างผมก็ยิ่งเมื่อยล้ามากกว่าปกติ
ไม่ว่างทางขึ้นหรือลงเนินก็แสนทรมาน
ขึ้นเินินก้ต้องใช้แรงกล้ามเนื้อในการถีบตัวขึ้นไปมากกว่าปกติ
ลงเนินก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความชันทำให้เราต้องเกร็งกล้ามเนื้อไม่ให้ตัวพุ่งลงไป
เด็กๆที่นี่เมื่อลงเนินจะใช้วิ่งเอา
เมื่อลองทำตามก็ได้ผลว่า มันประหยัดแรงดีนะ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อต้านแรง
นอกจากจะเสี่ยงกลิ้งลงไปตามแรงเท่านั้นเอง
แต่เมื่อมีคนถามเด็กๆว่าทำไมต้องวิ่งลง
ไม่เหนื่อยหรอ
ลาจังเด็กสาวผู้แจ่มใสตอบว่า "ยายหนูบอกว่าที่บ้านเรากินน้ำฟรี ไม่ต้องซื้อ เหนื่อยก็กินน้ำเอาได้ "
..ปรัชญาอีกแล้ว
ผมกลับถึงหมู่บ้านด้วยความปลอดภัย โดยที่มีรถของครูอี้โจว (ชื่อเหมือนจีนเนาะ)มารับทยอยรับกลางทาง
จึงไม่เหนื่อมากนัก เพราะไม่ต้องขึ้นเนินสุดท้ายที่ชันกว่า45องศา แถมยังยาวมากอีกด้วย
ถึงขาและร่างกายจะเหนื่อยล้า จนแทบทิ้งตัวลงนอนทันทีที่ถึงบ้าน
แต่ก็รู้สึกคุ้มค่าเหลือเกิน
ขณะที่เขียนไดฯนี้ผมก็ยังนึกภาพลานดอกไม้ป่านั่นออกอย่างชัดเจน
จดจำกลิ่นและบรรยากาศในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี
อาจจะงดงามกว่าจริงเสียอีก เพราะเพิ่มความรู้สึกของผมลงไปด้วย
สำหรับผมแล้วคววามทรงจำงดงามกว่าภาพถ่ายเสมอ
ปล.ยังไม่จบทริปแม่ฮองกลางนะ ตอนหน้าขอเล่าเรื่องเรื่องเหล้านะครับ ^^
แต่อยู่หมู่บ้านก็สนุกนะ ได้หาเหาด้วย 555++ ^^
ปล.ชอบประโยคนี้ ^^
"นี่แหละชีวิต...ทุกๆก้าวสำคัญ แต่ก้าวผิดก็ยังมีทางเดินอื่นให้เลือก"